บทที่ 7 ไท่จื่อแคว้นซ่ง
บทที่ 7
ไท่จื่อแคว้นซ่ง
อี้เยว่ยืนนิ่งที่สวนอีกด้าน นางรับรู้ถึงการทะเลาะกันของมารดาและบุตรที่ครั้งนี้รุนแรงมากที่สุด โจวเว่ยคังไม่เคยไม่ทำตามที่มารดาว่า ครั้งนี้เขาถึงกับเอ่ยปากโต้เถียงเพื่อน้องสาวที่น่ารักของนาง ขนาดได้ยินไม่ชัดเจน ได้ยินเพียงเสียงโต้เถียงตามสายลมก็เดาทางได้แล้ว
ดูท่าในใจของเขาคงมีเพียงฉีฉีคนเดียวแล้ว
“น้องสาวข้า นางอยู่ไหนตอนนี้”
เซี่ยเซี่ยก้าวเข้ามากระซิบเสียงเบาที่ข้างหูผู้เป็นนาย
“ที่สวนดอกไม้นอกเมืองเพคะ”
“โจวเว่ยคังคงกำลังออกไปหานางสินะ ข้ามีเรื่องสนุก ๆ ให้ทำแล้วสิ ส่งข่าวเรื่องนี้ให้อินผิงและมหาเสนาบดีอิน เวลานี้จวนอินคงกำลังปรึกษาหารือ หากอินผิงสติแตกอีกครั้ง เชื่อว่าปู่ที่รักหลานสาวมากคงยอมอยู่เฉยรอคอยไม่ได้อีก”
“ท่านหญิงคิดจะให้ตระกูลอินบีบองค์ชายรองหรือ”
“ทั้งใช่และไม่ใช่ จุดประสงค์ของข้ามีหลายอย่าง แต่คิดว่ามันคงไม่ต่างจากที่คาดเอาไว้สักเท่าไหร่”
“เพคะ หม่อมฉันจะจัดการ ตอนนี้ท่านหญิงไปกันเถอะ
เพคะ เดี๋ยวฝ่าบาทจะรอนาน”
อี้เยว่พยักหน้าแล้วเดินต่อไปอีกด้านเพื่อตรงไปยังห้องอักษรของผู้ที่นางเรียกเต็มปากว่าท่านลุงที่รักใคร่เอ็นดูอี้เยว่มากกว่าใคร นางมาเพราะถูกผู้เป็นลุงเรียกตัวมาเดินหมากเป็นเพื่อนแก้เหงาจนเผลอมาได้ยินเรื่องดี ๆ เข้า
ปกติคนจะไม่ค่อยเดินผ่านจุดนี้เพราะเป็นเขตหวงห้าม แต่ไม่ใช่กับอี้เยว่ที่ฝ่าบาทอนุญาตว่าสามารถไปได้ทุกที่ อีกทั้งยังเป็นทางลัดที่ไวที่สุดเพื่อไปยังตำหนักด้านในสามตำหนักใหญ่
ร่างบอบบางในชุดสีม่วงเข้มสลับอ่อนเดินมาถึงหน้าตำหนัก ด้านในมีเสียงพูดคุยออกมาให้ได้ยินเป็นระยะ ทำให้
อี้เยว่หันไปมองกงกงที่กำลังเร่งเดินออกมาหา
“ถวายพระพรท่านหญิงอี้ โปรดรอสักครู่ ตอนนี้ฝ่าบาทกำลังสนทนากับแขกที่มาเชื่อมสัมพันธ์อยู่พ่ะย่ะค่ะ”
“แขกต่างแคว้นหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ เห็นว่าเดินทางมาถึงก่อนงานเลี้ยง ฝ่าบาทรู้เข้าจึงเชิญเข้ามาพูดคุยถามไถ่”
“ใครหรือ”
“ไท่จื่อแคว้นซ่งพ่ะย่ะค่ะ นามว่าซ่งตงหยาง”
“ส่งไท่จื่อมาเองเลยหรือ นับว่าเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ที่ดีไม่น้อย”
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านหญิงรอที่ห้องรับรองดีหรือไม่ กระหม่อมจะส่งคนไปเตรียมชากับขนม”
“อ้อ ไม่เป็นไรดีกว่า อีกนานกว่าเสด็จลุงจะพูดคุยเสร็จ ข้าจะกลับก่อนแล้วกัน เช่นนั้นฝากกงกงแจ้งเสด็จลุงด้วยว่าข้าจะไม่รบกวน วันหน้าจะมาใหม่”
แต่ไม่ทันได้หันหลัง บานประตูขนาดใหญ่ก็เปิดกว้างออก ผู้ที่ก้าวออกมาคือบุรุษในชุดสีแดงเพลิงร้อนแรง ใบหน้าขาวกระจ่าง หล่อเหลามีเสน่ห์ คิ้วเข้มสีดำ ดวงตาสีทองน่าหลงใหล เรียวปากสีแดงระเรื่อ ท่าทางน่ามอง เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม
อี้เยว่ก้มหน้าลงให้กับผู้ที่ถือว่าเป็นแขก
“ถวายพระพรไท่จื่อเพคะ”
เสียงหวานของอี้เยว่ทำให้บุรุษที่เดินออกมาชะงักฝีเท้า สายตาคมกริบมองดรุณีน้อยตรงหน้าที่ก้มหน้านิ่ง ท่าทางสูงศักดิ์ หากจะบอกว่าเป็นสนมคงไม่ใช่ หรือว่าเป็นองค์หญิงใหญ่ที่เขาได้ยินชื่อเสียงมา
“ตามสบายเถอะ ท่านคงเป็นองค์หญิงใหญ่”
อี้เยว่เงยหน้า ใบหน้างดงามสบตาดวงตาคมที่จับจ้องนางอยู่ตลอดเวลา สายตาของอี้เยว่ไม่ได้มีความเขินอายหรือว่ารู้สึกอ่อนด้อยกว่า
มันคือสายตาที่มองกันอย่างเท่าเทียม
สายตาของดรุณีน้อยทำเอาซ่งตงหยางสนใจ สายตาแบบนี้ปกติสตรีทั่วไปไหนเลยจะมี มันคือสายตาที่มั่นใจเด็ดขาด ทั้งยังบ่งบอกนิสัยใจคอได้อย่างดี ส่วนหน้าตานับว่างดงามหาสตรีอื่นเทียบได้ยาก ยิ่งมองสายตาที่มีความถือดีฉลาดเฉลียว ยิ่งต่างจากสตรีอื่น ๆ
“หม่อมฉันไม่ใช่องค์หญิงใหญ่เพคะ”
“ทูลไท่จื่อ นี่คือท่านหญิงอี้เยว่ พระธิดาในท่านหญิง
หนิงเซียน เป็นหลานสาวของชินอ๋องของแคว้นเราพ่ะย่ะค่ะ”
“ที่แท้ก็ท่านหญิงอี้เยว่ ได้ยินชื่อเสียงด้านการทำการค้าและเจรจาของท่านมานาน วันนี้ได้มีโอกาสพบหน้า ถือว่าเป็นวาสนาข้าแล้ว”
“ไท่จื่อกล่าวเกินไปแล้ว หม่อมฉันต่างหากที่มีวาสนาได้พบหน้าไท่จื่ออย่างพระองค์”
“เช่นนั้นหวังว่าจะได้พบกันอีก”
อี้เยว่มองตามด้านหลังของร่างสูงที่เดินห่างออกไป นางหันกลับมามองประตูที่ยังเปิดกว้างแล้วเดินเข้าไปด้วยรอยยิ้มนับว่าชีวิตนี้เจอคนมากหน้าหลายตา มีทั้งใช้ประโยชน์ได้และไม่มีประโยชน์
“ถวายพระพรเสด็จลุงเพคะ”
อี้เยว่ยิ้มกว้าง นางย่อกายลงอย่างหมดจดงดงาม เป็นสตรีที่เพียบพร้อมทุกด้านในสายตาของผู้เป็นใหญ่ทั้งหมด
“มาแล้วหรือ มานั่งสิ ลุงมีอะไรให้เจ้าช่วยดู”
“เพคะ”
อี้เยว่เข้าไปนั่งก่อนจะมองเอกสารข้อตกลงการเชื่อมสัมพันธ์ที่ถูกยื่นมาตรงหน้า โดยปกติสตรีจะไม่มีสิทธิ์ยุ่งเกี่ยวเรื่องราชกิจ ไม่เว้นแม้แต่ฮองเฮาที่ห้ามกระทำโดยเด็ดขาด แต่สำหรับอี้เยว่ไม่ใช่
นางมาที่วังกับผู้เป็นปู่บ่อยมาก มีครั้งหนึ่งเกิดเรื่องขึ้น
อี้เยว่ที่อายุเพียงสิบหนาวออกกลอุบายช่วยเหลือทำให้เรื่องราวผ่านมาด้วยดี ตั้งแต่นั้นมาผู้เป็นลุงจึงเป็นอาจารย์อีกคนให้นาง
ส่วนงานที่ไม่ได้สำคัญจนเป็นความลับของแคว้นก็ให้นางช่วยออกความคิดเห็น ความคิดเห็นของบุรุษหยาบกระด้าง ไร้ความใส่ใจรายละเอียด อี้เยว่จึงถูกเรียกตัวเข้ามาให้คำปรึกษาบ่อยครั้ง ยิ่งเป็นเรื่องการเชื่อมสัมพันธ์ ผู้เป็นลุงจะฟังนางมากเป็นพิเศษ ด้วยสตรีจะเข้าใจความรู้สึกและมองอีกแง่มุมที่ทำให้ทุกอย่างออกมาพอดี ไม่หยาบเกินไป แต่ไม่ละเอียดจนกลายเป็นอ่อนข้อ
“นี่คือ”
“คำร้องขอจากแคว้นซ่ง พวกเขาไม่ได้อยากได้อะไร แต่เพียงต้องการเชื่อมความสัมพันธ์ให้ดีมากขึ้น ตลอดมาแคว้นเรากับซ่งอยู่อย่างพี่น้อง ไม่มีสงครามและไม่มีการทะเลาะ อีกไม่นานแคว้นซ่งจะเปลี่ยนฮ่องเต้ นั่นคือไท่จื่อจะขึ้นครองบัลลังก์ ทางฮ่องเต้แคว้นซ่งจึงส่งบุตรชายซึ่งก็คือไท่จื่อมาเพิ่มความสนิทสนมกับลุง ได้พูดคุยกับลุงคิดว่าเขาเป็นคนที่ใช้ได้ ทั้งความคิดอ่าน การวางตัว ไหนจะดูเจ้าเล่ห์อีกด้วย ถือว่าเป็นอนาคตฮ่องเต้ที่เกียงไกรแน่”
“ที่หลานได้ยินมา แคว้นซ่งไม่มีการแย่งชิงราชบัลลังก์ พี่น้องทุกคนเกิดจากมารดาคนเดียวกัน ทำให้รักใคร่กลมเกลียว สิ่งนี้จึงทำให้พวกเขาไม่มีคลื่นใต้น้ำ”
“ใช่ การมีฮองเฮาเพียงคนเดียวก็ดีแบบนี้”
“แล้วที่เสด็จลุงคิดมากคืออะไรเพคะ”
อี้เยว่ไม่เข้าใจว่ายังมีอะไรให้กังวลอีก แคว้นซ่งไม่ได้ร้องขออะไรด้วยซ้ำ ทั้งยังมีของกำนัลล้ำค่ามาให้ หากว่ามีการเรียกร้องที่เกินเลย อี้เยว่ยังพอเข้าใจ แต่นี่ไม่มีเลย
“เพราะพวกเขาไม่ร้องขอ ลุงจึงรู้สึกว่ามันไม่เท่าเทียม ครั้นจะมอบของล้ำค่าให้ แคว้นซ่งที่อุดมสมบูรณ์ยังต้องการอะไรอีก ลุงจึงยังคิดไม่ออก”
“หลานเองก็ไม่แน่ใจเพคะ เอาเป็นว่าหลานจะกลับไปคิดเรื่องนี้ถึงความเหมาะสม อีกทั้งเรายังไม่รู้นิสัยใจคอของไท่จื่อแคว้นซ่ง คงต้องทำทุกอย่างให้ระวังที่สุด ด้วยกลัวว่าจากความหวังดีของเราอาจจะสร้างความไม่พอใจให้เขาได้”
“เอาตามเจ้าว่าแล้วกัน แล้วนี่ได้ตัดสินใจหรือยังเรื่องแต่งงาน วันก่อนกุ้ยเฟยเอ่ยปากอยากให้เจ้าแต่งเป็นชายาเอกของเว่ยคังอีกคน ลุงบอกว่าให้สิทธิ์เจ้าตัดสินใจ ไม่อาจบีบบังคับได้”
อี้เยว่ซึ้งใจจนพูดไม่ออก ผู้เป็นลุงช่างใส่ใจความรู้สึกของนางที่เลือกให้นางตัดสินใจอนาคตด้วยตนเอง
“เสด็จลุงดีกับหลานจริง ๆ”
“เพราะลุงรู้ว่าสตรีเก่งกาจอย่างเจ้าไม่ยอมแน่ เจ้าเหมือนแม่เจ้ามาก นางเป็นสตรีที่เก่งกาจและเด็ดเดี่ยว ไม่สนใจสายตาใคร ปู่ของเจ้าก็เคยพูดเรื่องนี้ไว้ว่าอนาคตของเจ้า เจ้าควรตัดสินใจมันด้วยตัวเอง แล้วตัดสินใจหรือยัง”
“หลานไม่ได้รักองค์ชายรองเพคะ คนอื่นแต่งงานเพื่ออำนาจ สมบัติ แต่ไม่ใช่กับหลาน ท่านแม่บอกว่าทุกอย่างจะอยู่ได้ยาวนานขึ้นอยู่กับความรัก ความใส่ใจ การเข้าใจกัน และการตกลงของสองฝ่าย หลานไม่ต้องการบุรุษที่มีภรรยาคนอื่น หากมีหลาน เขาควรมีหลานเพียงคนเดียวเป็นภรรยา”
ฟังเท่านี้ฮ่องเต้เจ้าของตำหนักก็หัวเราะลั่น ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความพอใจในคำตอบของหลานสาว นับว่าความโปรดปรานที่มีให้หลายปีไม่เสียเปล่าเลยจริง ๆ ความคิดอ่านตลอดจนสติปัญญาไม่มีใครเหมือน เป็นตัวของตัวเอง
“ดี ความคิดนี้มีเพียงเจ้าที่คิด สตรีในแคว้นนี้มีใครกล้าคิดแบบเจ้าอีก เอาเถอะ ลุงตามใจเจ้าอยู่แล้ว วันนี้กลับไปพักก่อน หากกุ้ยเฟยนางดึงดัน ลุงจะจัดการให้เอง เจ้าอย่ากังวล”
“ขอบพระทัยเสด็จลุงเพคะ”
